ข้อสังเกตุในโปรแกรมการเลือกของคอยล์เย็นแบบท่อและฟิน

ข้อสังเกตุในโปรแกรมการเลือกของคอยล์เย็นแบบท่อและฟิน

เมื่อเราดูค่าต่างๆของข้อมูลคอยล์เย็น Evaporator แต่ละยี่ห้อ เราควรมีความรู้ความเข้าใจในค่าต่างๆที่แสดงมาใน Data Sheet จาก Catalouge หรือ จาก Selection Program เพื่อเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งานจริง  ในบทความนี้จะขอเรียกคอยล์เย็นแบบท่อและฟิน  ( Tube and Fin ) ว่า คอยล์เย็น

1 Tube Volume ค่านี้มีความสำคัญกับความสามารถการทำความเย็นมากที่สุดเพราะหมายถึงปริมาตรของท่อที่มีอยู่ในคอยล์เย็น  ค่านี้อีกนัยหนึ่งจะหมายถึงน้ำหนักของคอยล์เย็น หลายๆครั้งเราเคยเจอว่า เราเช็คความสามารถการทำความเย็น Cooling Capacity จากน้ำหนักคอยล์เย็น  เพราะหมายถึงปริมาณท่อที่ใช้ในคอยล์เย็น  จะมีตั้งแต่ขนาดท่อ ที่ใช้ 3/8″ , 1/2″ , 5/8″ แน่นอนว่าขนาดท่อ 5/8″ ย่อมมีขนาดใหญ่กว่าและปริมาตรของท่อย่อมเยอะกว่า  คอยล์เย็นแบบเก่าจะใช้แค่ท่อเหล็กหรือทองแดง อยู่บนฝ้าห้องเย็น ซึ่งเป็นการทำความเย็นโดยใช้ท่อเป็นตัวแลกเปลี่ยนความร้อนกับน้ำยาทำความเย็น ซึ่ง Tube Volume เป็นค่าที่มีความสำคัญที่สุดที่จะบ่งบอกถึงความสามารถการทำความเย็น Cooling Capacity  ส่วนใหญ่ค่าที่ใช้จะบอกหน่วยเป็นลิตร Liter ซึ่งก็คือลูกบาศก์เซนติเมตร cubic centimeter ค่านี้เราสามารถคำนวณหาได้ โดยหาขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อและนับจำนวนท่อ Pattern Coil ความยาวท่อ ซึ่งค่าทั้ง 3 นี้ มีผลกับปริมาตราของท่อ Tube Volume ในคอยล์เย็นโดยตรง

2 Surface Area ค่านี้หมายถึงพื้นที่ผิวของฟินทั้งหมดของคอยล์เย็นตัวนั้นๆ  ยิ่งระยะฟิน Fin Spacing น้อย พื้นที่ผิวยิ่งมาก เช่น ระยะฟิน 4 มิลลิเมตร ย่อมมีพื้นที่ผิวมากกว่า ระยะฟิน 7 มิลลิเมตร แต่การพิจารณาระยะฟิน ต้องคำนึงถึงการเกิดน้ำแข็งตันและความดันตกคร่อม Pressure Drop ที่มากขึ้น ที่ทำให้ปริมาณลมน้อยลงทั้ง Volume Flowrate และ ระยะการส่งลม Air Throw  แน่นนอนว่าการเลือกพื้นที่ผิวมาก ระยะฟินน้อย อาจไม่ได้ส่งผลดีกับการทำความเย็นของห้องเย็นจริงๆก็ได้  ส่วนใหญ่วัสดุที่ใช้ทำฟิน จะเป็น อลูมิเนียม เนื่องจากความสามารถในการนำความร้อนดีและง่ายต่อการขึ้นรูป

3 Volume Flowrate  เป็นค่าที่บอกถึงปริมาณลมของพัดลมคอยล์เย็น  มีความเข้าใจผิดในหลายๆโปรแกรมที่ใช้เลือก Selection Program ค่าที่ประกาศในข้อมูล ส่วนใหญ่จะเป็นค่าของโรงงานผู้ผลิตพัดลม เช่น EBM , Ziehl Abegg , Hidria , Multiwing ที่กำหนดค่าที่ Pressure Drop 0 Pa หรือเราเรียกกันว่า Free Flow ที่จะมีค่าปริมาณลม Flow rate มากที่สุด แต่จริงๆแล้วคอยล์เย็นทุกตัวจะมีการวางท่อ Pattern Coil ความหนาคอยล์ ที่แตกต่างกัน  ทำให้ความดันตกคร่อม Pressure Drop ในคอยล์เย็นไม่เท่ากัน ซึ่งจะทำให้อัตราการไหลของลมแปรผกผันกัน กล่าวคือ ความดันตกคร่อมมาก อัตราการไหลจะน้อย   ความดันตกคร่อมน้อย อัตราการไหลก็จะมาก และอีกอย่างที่โปรแกรมการเลือกคอยล์เย็นจะผิดพลาด คือ อุณหภูมิห้องที่เปลี่ยนไป แต่ค่าอัตราการไหลของลมยังเท่ากัน  ซึ่งในความเป็นจริง ยิ่งอุณหภูมิต่ำ อัตราการไหลของลมจะยิ่งน้อย

เรายกความสำคัญมา 3 อย่างก่อน เพื่อให้ผู้ออกแบบ ผู้ที่สนใจ หรือผู้ประกอบการห้องเย็น โรงงานแปรรูปอาหาร มีความรู้ความเข้าใจในการดูข้อมูลในแต่ละยี่ห้อ เพราะถ้า 3 องค์ประกอบนี้น้อยกว่า คือ Tube Volume , Surface Area , Flowrate ความสามารถการทำความเย็นย่อมได้น้อยกว่า  ไม่ว่าเราจะใช้เทคโนโลยีใดๆ ซึ่งเราต้องไม่ลืมพื้นฐานที่สำคัญ Refrigeration  Fundamental ทุกอย่างต้องเริ่มจากความเข้าใจพื้นฐาน Back to Basic จึงจะสามารถไปต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น