ใกล้วันที่ 1 สิงหาคม ที่รัฐบาลอเมริกากำหนดเส้นตายภาษีตอบโต้ Reciprocal Tariff ที่ประเทศไทยโดนอยู่ที่ 36% ในทุกประเภทสินค้า ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากครั้งแรกที่ประกาศ โดยได้มีการเจรจาอย่างต่อเนื่องจากทีมไทยแลนด์ที่นำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งผลการเจรจายังไม่แล้วเสร็จ แต่เพื่อนบ้านเรา เช่น เวียดนามโดนภาษี 20% อินโดนีเซียโดนภาษี 19% ซึ่งประเทศไทยคงต้องลุ้นว่าเราจะได้ภาษีเท่าไหร่ แน่นอนว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีความสำคัญมากในแง่การส่งออกของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารที่มีความสำคัญและเป็นส่วนสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจของไทยเพราะห่วงโซ่การผลิตอาหารล้วนใช้ทรัพากรภายในประเทศเกือบทั้งหมดที่เกี่ยวพัน SME ที่เป็นฐานรากสำคัญ เกี่ยวข้องตั้งแต่เกษตรกร ผู้รับซื้อ ผู้ผลิตหรือโรงงานแปรรูปอาหาร จนไปถึงผู้ส่งออก รวมถึงผู้ผลิตเครื่องจักรอาหาร ผู้รับเหมาติดตั้งห้องเย็น ผู้ขายอุปกรณ์ต่างๆให้กับโรงงานแปรรูปอาหาร ทุกส่วนจะมีผลกระทบด้วยกันหมด ซึ่งสินค้าอาหารที่ส่งไปประเทศอเมริกา เช่น ข้าว ปลาทูน่ากระป๋อง อาหารทะเลแช่แข็ง เครื่องปรุงรส กะทิกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง
จากการเจรจาของประเทศอื่นการจะได้อัตราภาษีที่ดีอาจต้องเปิดการค้าเสรีให้กับอเมริกา ซึ่งอเมริกาเองก็มีความสามารถในการส่งออกอาหารหลายอย่าง เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ถั่วเหลือง ซึ่งถ้าประเทศไทยเปิดตลาดเสรีทั้งหมด จะสร้างผลกระทบกับอุตสาหกรรมการผลิตอาหารของไทยอย่างหนักเหมือนกัน แต่ถ้าเราโดนภาษี 36% ในทุกหมวดสินค้า ในระยะสั้น โรงงานที่ผลิตสินค้าส่งออกไปอเมริกาเป็นหลักต้องลดคนงานหรือจ้างออก ซึ่งจะสร้างปัญหาให้กับระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างหนักเช่นกัน
การแก้ไขระยะยาวรื่องการส่งออกสินค้าอาหารควรมีการเปิดตลาดใหม่ๆมากขึ้น เช่น ตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ เพื่อลดการพึ่งพิงและกระจายความเสี่ยง และผู้ประกอบการไทยต้องพัฒนาแบรนด์ของตนเองเข้าสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น สุดท้ายคงต้องเอาใจช่วยทีมเจรจาที่ต้องรักษาผลประโยชน์ให้กับประเทศไทยมากที่สุด ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ต้องมีส่วนที่ได้และส่วนที่เสียจะสร้างผลกระทบแน่นอน รัฐบาลคงต้องเตรียมมาตราการการช่วยเหลือให้กับภาคธุรกิจของไทยโดยเฉพาะ SME ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร
แนะนำหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความนี้ ติดต่อสอบถามเราได้ทุกช่องทาง เราพร้อมให้คำปรึกษาจากทีมงานที่มีประสบการณ์ด้วยความซื่อสัตย์และจริงใจ Sincere with Trust

