วิธีคำนวณค่าการทำความเย็นสำหรับห้องเย็น

การออกแบบของระบบเครื่องทำความเย็น ค่าแรกๆที่เราต้องการหาคือ ค่าการทำความเย็น , ความสามารถการทำความเย็น , ภาระการทำความเย็น Cooling Capacity , Cooling Load ซึ่งมีหลายคำที่ใช้ แต่ความหมายเหมือนกัน นั่นคือ ค่าความสามารถการทำความเย็นของระบบที่ออกแบบให้เพียงพอกับห้องเย็นที่เราต้องการใช้ ซึ่งค่าที่ได้นี้ก็เป็นค่าของพลังงานของระบบนั่นเอง หน่วยที่นิยมใช้ เช่น วัตต์ Watt , กิโลวัตต์ Kilowatts , Btu/hr , Kcal/hr

 

1 ปริมาณความร้อนที่สูญเสียผ่านผนังห้องเย็น (Transmission Load) เป็นภาระที่เกิดจากฉนวนห้องเย็น ซึ่งไม่มีฉนวนชนิดใดที่เป็นฉนวนได้ 100% ต้องมีการสูญเสียความเย็นบ้าง
2. ปริมาณอากาศที่ถ่ายเท (Infiltration Air Load) เมื่อเปิดประตู้ห้องเย็น อากาศร้อนจากภายนอกห้องเย็นจะเข้าไปแทนที่อากาศเย็นภายในห้องเย็น ซึ่งจะเป็นภาระความร้อนกับห้องเย็นและยังมีผลในเรื่องความชื้นด้วย
3. ความร้อนจากสินค้า ที่แช่ในห้องเย็น (Product Load) เป็นขบวนการดึงความร้อนจากสินค้าที่แช่เพื่อให้อุณหภูมิลดต่ำลง ยิ่งอุณหภูมิสินค้าก่อนเข้าห้องสูง ยิ่งจะทำให้ภาระการทำความเย็นยิ่งเยอะ ช่วงที่มีการเปลี่ยนอุณหภูมิของสินค้า Sensible Heat แต่ช่วงที่มีผลกับภาระการทำความเย็นมากที่สุด จะเป็นช่วงการเปลี่ยนสถานะ Latent Heat
4. ความร้อนจากการสุกของผัก-ผลไม้ (Respiration) เนื่องจากผักและผลไม้จะมีการคายความร้อนเนื่องจากการหายใจนั่นเอง
5. ความร้อนจากส่วนอื่นๆภายในห้องเย็น (Miscellaneos Internal Load) ความร้อนจากอุปกรณ์ไฟฟ้า , ระบบแสงสว่าง , จากคนทำงาน Heat sink ต่างๆที่อยู่ภายในห้องเย็น ถือว่าเป็นภาระของระบบทั้งนั้น
ในความเป็นจริงในการออกแบบหาค่าการทำความเย็นจะมีการเผื่อ 10 -20% เพราะในบางครั้งการทำงานจริงอาจจะมีภาระของความร้อนมากกว่านี้ แต่ถ้าเผื่อเยอะไปขนาดเครื่องจะใหญ่และลงทุนสูง ดังนั้นทักษะและประสบการณ์จะเป็นตัวช่วยเรื่องเหล่านี้ได้

สงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความนี้ ติดต่อสอบถามเราได้ทุกช่องทาง เราพร้อมให้คำปรึกษาจากทีมงานที่มีประสบการณ์ด้วยความซื่อสัตย์และจริงใจ Sincere with Trust