ปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) อุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศก้าวเข้าสู่ระยะสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว โดยมีข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อควบคุมปริมาณการใช้สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน HFC
นี่คือสรุปข้อกำหนดสำคัญที่ผู้ประกอบการและวิศวกรต้องปฏิบัติตามในปี 2569
1. การควบคุมโควตานำเข้าสาร HFCs โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม
ประเทศไทยได้เริ่มมาตรการควบคุมปริมาณการใช้สาร HFCs อย่างเป็นรูปธรรม โดยเพดานการใช้สารระดับประเทศ ในปี 2569 กรมโรงงานอุตสาหกรรม กำหนดปริมาณการใช้สาร HFCs ของประเทศ ซึ่งเป็นระดับคงที่ต่อเนื่องมาจากปี 2567-2568 ก่อนที่จะเริ่มมีการปรับลดลงอย่างรุนแรงในระยะถัดไป การจัดสรรสิทธิการนำเข้า ผู้ขอรับใบอนุญาตนำเข้าสาร HFCs จะต้องมีประวัติการนำเข้าในช่วงปี 2563–2565 และต้องยื่นแผนการนำเข้าต่อ ภายในเดือนสิงหาคมของทุกปี เพื่อจัดสรรสิทธิในปีถัดไป รวมถึงการห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิต มีร่างประกาศห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิตสาร HFCs ภายในประเทศ เพื่อควบคุมอุปทานจากต้นทาง
2. การลดการใช้สาร HCFC ระยะที่ 2
สำหรับสารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน HCFC เช่น R-22 ซึ่งทำลายชั้นโอโซน ประเทศไทยอยู่ในช่วงการลดปริมาณการใช้ลงและมีข้อกำหนดที่สำคัญคือ กลุ่มอุตสาหกรรมโฟม ห้ามใช้สาร HCFC-141b ในกระบวนการผลิตโฟมทุกชนิด รวมถึงโฟมแบบฉีดพ่น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นมา ซึ่งในปี 2569 นี้มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ทั่วประเทศ
3. ข้อกำหนด GWP สำหรับอุปกรณ์ใหม่
แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมายบังคับค่า GWP Global Warming Potential ของเครื่องจักรรายตัวอย่างเป็นทางการเหมือนสหรัฐฯ แต่เทคโนโลยีในตลาดโลกที่นำเข้ามาในปี 2569 ต้องสอดคล้องกับมาตรฐาน AIM Act และ EU F-Gas ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางของผู้ผลิตหลัก
ขีดจำกัด GWP ระบบทำความเย็นเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ที่ติดตั้งใหม่ในปี 2569 มักถูกจำกัดค่า GWP ไว้ที่ 150 หรือ 300 ขึ้นอยู่กับขนาดน้ำยา
ระบบปรับอากาศและปั๊มความร้อน ระบบติดตั้งใหม่ส่วนใหญ่ต้องใช้สารทำความเย็นที่มีค่า GWP ไม่เกิน 700 เช่น R-32 หรือ R-454B
ตู้แช่แบบเสียบปลั๊ก ถูกจำกัดค่า GWP ไม่เกิน 150 มาตั้งแต่ปี 2568
4. มาตรการจัดการการรั่วไหลและการบำรุงรักษา Leak Management
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ข้อกำหนดด้านการจัดการสารทำความเย็น เริ่มมีความเข้มงวดมากขึ้นสำหรับระบบที่มีอยู่เดิม
การตรวจเช็ครอยรั่ว ระบบที่มีปริมาณน้ำยาประมาณ 7 กิโลกรัม ขึ้นไป และมีค่า GWP มากกว่า 53 ต้องมีการคำนวณอัตราการรั่วไหลทุกครั้งที่มีการเติมน้ำยา หากเกินเกณฑ์ต้องซ่อมแซมภายใน 30 วัน
ระบบตรวจจับอัตโนมัติ สำหรับระบบทำความเย็นเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีน้ำยาตั้งแต่ 680 กิโลกรัม ขึ้นไป ต้องติดตั้งระบบ Automatic Leak Detection ภายในปี 2569 สำหรับระบบใหม่ และภายในปี 2570 สำหรับระบบเดิม
5. การส่งเสริม Green Cooling และสารทำความเย็นธรรมชาติ
รัฐบาลไทยผ่านกองทุนนวัตกรรม EGAT Cooling Innovation Fund และโครงการ Green Cooling Initiative ได้เร่งผลักดันในปี 2569 ดังนี้
การฝึกอบรมช่าง มีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมการจัดการสารทำความเย็นธรรมชาติที่ติดไฟได้ เช่น R-290 โพรเพน มาตรฐานความปลอดภัยแอมโมเนีย มีการแจ้งเตือนและบังคับใช้กฎกระทรวงอย่างเข้มงวดสำหรับระบบทำความเย็นที่ใช้แอมโมเนียในโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและห้องเย็น
สรุปคำแนะนำสำหรับปี 2569 ผู้ประกอบการควรหลีกเลี่ยงการติดตั้งระบบใหม่ที่ใช้สารทำความเย็น GWP สูง เช่น R-404A หรือ R-507A และเปลี่ยนไปใช้สารกลุ่ม HFO Blends R-448A/R-449A หรือสารทำความเย็นธรรมชาติเพื่อความคุ้มค่าของการลงทุนในระยะยาวและหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำยาราคาสูงขึ้นในอนาคต
แนะนำหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความนี้ ติดต่อสอบถามเราได้ทุกช่องทาง เราพร้อมให้คำปรึกษาจากทีมงานที่มีประสบการณ์ด้วยความซื่อสัตย์

