ห้องเย็นมีหลายประเภทขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งาน เราสามารถแบ่งชนิดของห้องเย็นได้ตามการใช้งาน ดังนี้
1 Processing Room (12 to 18 C) เป็นห้องเย็นที่มีคนทำงาน เช่น ห้องตัดแต่งสินค้า ห้องคัดขนาดสินค้า ปกติห้องนี้มีความชื้นสูง เพราะในกระบวนการผลิตจะมีน้ำเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะ และเปิดปิดสู่ภายนอกบ่อย ทำให้ความชื้นจากภายนอกเข้ามาได้ โดยเฉพาะหน้าฝน ห้องลักษณะนี้คอยล์เย็นที่ใช้จะเป็นแบบ Dual Discharge ส่วนใหญ่ เนื่องจากคอยล์เย็นจะกระจายลมได้ 2 ด้านและยังสามารถติดตั้งกลางห้องได้ แต่พัดลมจะเป็นแบบความเร็วรอบต่ำ เพื่อไม่ให้ลมเย็นไปปะทะกับผู้ทำงานในห้องมากเกินไปและลมแรงมากอาจจะเป็นอุปสรรคในการทำงานด้วย
2 Chilling Room ( 0 to 5 C) เป็นห้องเย็นที่ไว้เก็บอาหารที่อุณหภูมิต่ำแต่ยังสูงกว่าจุดเยือกแข็ง เช่น ผักและผลไม้ เครื่องดื่ม Beverage ต่างๆ ผลิตภัณฑ์นม Dairy Products
3 Air Blast Freezing Room ( -30 to -40C ) เป็นห้องเย็นที่ต้องการให้สินค้าเย็นอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาความสด สี รสชาติของอาหารให้เหมือนเดิม ปกติห้องนี้จะมีขนาดไม่ใหญ่เพื่อไม่เพิ่มโหลดในห้องเย็นมาก และใช้เวลาประมาณ 4-8 ชั่วโมงในการทำให้สินค้า Core Temp จากอุณหภูมิปกติเป็นอุณหภูมิ – 18 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในห้องห้องเย็นประมาณ -35 องศาเซลเซียส ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าประเภท เนื้อสัตว์ อาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง ผักผลไม้แช่แข็ง โดยจะเป็นลักษณะแบบรถเข็น Trolley เข้าไป ห้องเย็นแบบนี้จะใช้พลังงานไฟฟ้ามาก และ ทำงานเป็นรอบที่สัมพันธ์กับกระบวนการทำงานผลิตของโรงงาน ดังนั้นผู้ออกแบบต้องมีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดี
4 Cold Storage Room ( -18 to -25 C) เป็นห้องเย็นที่ไว้สำหรับเก็บสินค้าหลังจากผ่านการทำให้เย็นอย่างรวดเร็วอาจจะเป็นการใช้ Air Blast Freezer , Contact Freezer , IQF , Tunnel Freezer หรืออาจจะเป็นการใช้สารที่มีจุดเดือดต่ำมากที่ 1 atm สามารถดูดความร้อนจากสินค้าอย่างรวดเร็ว เราเรียกว่า ไครโอเจนิกส์ Cryogenics เช่น ไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ เหมาะกับสินค้าที่มีขนาดใหญ่และหนา เช่น ทุเรียนทั้งลูก
5 Anti Room , Loading Room ( 10 to -5C) เป็นห้องเย็นที่ไว้พักสินค้าก่อนและหลังกระบวนการผลิต หรือ ห้องที่ไว้สำหรับกระจายสินค้าก่อนออกจากโรงงาน
ห้องเย็นนอกจากจะใช้แช่อาหารแล้ว ยังใช้ในการเก็บรักษายา ดอกไม้ สารเคมีบางชนิด หรืออื่นๆ ซึ่งจะใช้อุณหภูมิที่แตกต่างออกไป ขึ้นอยู่กับความต้องการของสินค้านั้นๆ ดังนั้นผู้ออกแบบหรือผู้ใช้งานควรมีความรู้ความเข้าใจจริง เพื่อการใช้งานและการดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

