ปัจจุบันเทคโนโลยีในการแปรรูปอาหารของประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าไปมาก ประกอบกับประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านอาหารได้ดีมาก เป็นแหล่งผลิตและการแปรรูปที่มีคุณภาพระดับโลก ผู้ประกอบการลงทุนด้านอาหารจากทั่วโลกได้สร้างโรงงานที่ประเทศไทยเป็นจำนวนมากเพื่อผลิตส่งออกไปทั่วโลก ซึ่งห้องเย็นได้เป็นส่วนหนึ่งในการลงทุนที่จะต้องมีใช้อย่างแพร่หลาย ห้องเย็นเป็นส่วนที่สำคัญและมีค่าใช้จ่ายสูง เจ้าของกิจการจึงควรทำความเข้าใจในหลายมิติ เพื่อให้ได้ห้องเย็นที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าในระยะยาว และค่าใช้จ่ายในการดูแลที่น้อยลง ข้อควรรู้ก่อนการตัดสินใจมีดังนี้
1. การเลือกประเภทห้องเย็นให้เหมาะสมกับสินค้า
ห้องเย็นไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่ถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์และอุณหภูมิที่แตกต่างกัน การเลือกผิดประเภทจะส่งผลต่อคุณภาพสินค้าโดยตรงและการลงทุนที่แพงกว่าปกติ รวมถึงค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นด้วย

สิ่งที่ต้องพิจารณา
1.1 อุณหภูมิที่ต้องการ วัตถุดิบแต่ละชนิดต้องการอุณหภูมิที่เฉพาะเจาะจงเพราะนั่นหมายถึงคุณภาพสินค้า
1.2 ปริมาณและรอบการเข้า-ออก ประเมินปริมาณสินค้าสูงสุดที่ต้องจัดเก็บ และความถี่ในการเข้า-ออกห้องเย็น เพราะส่งผลต่อการสูญเสียความเย็นและขนาดเครื่องทำความเย็นที่ต้องใช้
1.3 อุณหภูมิก่อนเข้าห้องเย็น เรื่องนี้สำคัญมากเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา
2. การลงทุนและประสิทธิภาพพลังงาน Cost & Energy Efficiency
ห้องเย็นเป็นส่วนที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง โดยเฉพาะคอมเพรสเซอร์ การวางแผนที่ดีจะช่วยประหยัดต้นทุนในระยะยาวได้มาก
2.1 ผนังห้องเย็น การเลือกวัสดุฉนวนที่มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เช่น PIR (Polyisocyanurate) ซึ่งมีคุณสมบัติกันความร้อนได้ดีและเป็นวัสดุที่ป้องกันไฟไหม้ได้ดีกว่า PU (Polyurethane) แบบทั่วไป
2.2 ระบบทำความเย็น เลือกใช้เครื่องทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงาน เช่น ระบบ Inverter หรือสารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมี GWP ต่ำ รวมถึงการออกแบบที่ดีตั้งแต่ต้นจะประหยัดค่าไฟฟ้าได้เยอะ เช่น คอยล์ร้อนให้มีขนาดใหญ่กว่า 20% คอยล์เย็นขนาดใหญ่กว่า 10% และ TD ตามมาตราฐานการออกแบบ
2.3 การวางผังเครื่องจักร ตำแหน่งที่ติดตั้งเครื่องคอมเพรสเซอร์ คอยล์ร้อน ต้องมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการระบายความร้อนและบำรุงรักษา
3. การจัดการและการบำรุงรักษา Management & Maintenance
การจัดการที่ไม่ดีจะนำไปสู่การสูญเสียพลังงาน ความเสียหายของสินค้า และการซ่อมแซมที่มีค่าใช้จ่ายสูง
3.1 การควบคุมอุณหภูมิ ต้องมีการติดตั้ง เทอร์โมมิเตอร์ ที่อ่านค่าได้ตลอดเวลาจากภายนอก และมีระบบ บันทึก/แจ้งเตือน เมื่ออุณหภูมิผิดปกติ
3.2 การจัดเก็บสินค้า ไม่ควรวางสินค้าชิดผนังหรือพื้นโดยตรง ควรใช้พาเลท และจัดเรียงให้มีช่องว่างให้ลมเย็นสามารถหมุนเวียนได้อย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งห้อง
3.3 การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน Preventive Maintenance
ทำความสะอาด ทำความสะอาดคอยล์ร้อนและคอยล์เย็นอย่างสม่ำเสมอ
ตรวจสอบ ผนังห้องเย็น ประตูและซีลยาง ประตูและขอบยางต้องอยู่ในสภาพดีและปิดสนิท เพื่อป้องกันอากาศร้อนรั่วไหลเข้ามา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการสิ้นเปลืองพลังงานและการเกิดน้ำแข็งเกาะหนา
ละลายน้ำแข็ง Defrost ต้องมีการตรวจสอบและละลายน้ำแข็งที่เกาะบนคอยล์เย็น (Evaporator) ไม่ให้หนาเกินไป เพราะจะลดประสิทธิภาพการทำความเย็น
คอมเพรสเซอร์ ควรมีการตรวจเช็คระดับน้ำมัน สีน้ำมัน เสียง ลักษณะภายนอก รวมึงกระแสของคอมเพรสเซอร์ด้วย ควรมรการจดบันทึกเป็นประจำ
4. กฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยในประเทศไทยที่เกี่ยวข้อง
กิจการห้องเย็นที่เข้าข่ายโรงงาน มีเครื่องจักรตั้งแต่ 50 แรงม้า หรือคนงาน 50 คนขึ้นไป หรือกิจการรับฝากสินค้า มีข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม
4.1 พระราชบัญญัติคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น พ.ศ. 2558 สำหรับกิจการที่ให้บริการรับฝากสินค้า ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการออกใบรับฝากสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงาน
4.2 กฎกระทรวงความปลอดภัย กรณีใช้แอมโมเนีย หากใช้ แอมโมเนีย เป็นสารทำความเย็น ซึ่งมักใช้ในโรงงานขนาดใหญ่ ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่กำหนดมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เช่น การติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับไอระเหย การมีทางเข้า-ออกอย่างน้อยสองทาง และการติดตั้งในบริเวณที่เหมาะสม
4.3 สุขลักษณะอาหาร ห้องเย็นที่ใช้เก็บอาหารต้องมีสภาพถูกสุขลักษณะตามกฎหมายสาธารณสุข เช่น พื้นต้องไม่มีน้ำเฉอะแฉะ ไม่วางอาหารบนพื้น และมีการควบคุมอุณหภูมิตามมาตรฐาน
แนะนำหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความนี้ ติดต่อสอบถามเราได้ทุกช่องทาง เราพร้อมให้คำปรึกษาจากทีมงานที่มีประสบการณ์ด้วยความซื่อสัตย์และจริงใจ Sincere with Trust

