แนะนำการเลือกใช้ความห่างฟินของคอยล์เย็นแบบ Tube and Fin กับห้องเย็นแบบต่างๆกัน

         ห้องเย็นมีหลายประเภทขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งาน การเลือกคอยล์เย็นในแต่ละห้อง ต้องมีความรู้ความเข้าใจมากกว่าความสามารถการทำความเย็นอย่างเดียว Cooling Capacity  ต้องดูถึงการกระจายลม  ความเร็วลม  ทิศทางการไหลของลม ระยะห่างระหว่างฟิน Fin Spacing ความชื้นภายในห้อง และอื่นๆ  แต่ในบทความนี้จะกล่าวเฉพาะ ระยะห่างระหว่างฟิน

โดยปกติวัสดุที่นิยมใช้ทำฟิน เช่น อลูมิเนียม  ทองแดง  เหล็ก  สแตนเลส  แต่ละวัสดุจะถ่ายเทความร้อนได้ไม่เท่ากัน เพราะความสามารถการนำความร้อนต่างกัน

ตามรูปจะเห็นว่าความห่างระหว่างฟิน Fin Spacing คือระยะห่างระหว่างฟินถัดกัน โดยปกติคอยล์เย็นแบบ Tube and Fin จะมีระยะห่างระหว่างฟินทั่วไป 4 , 6 , 7 , 8 , 9 , 10 , 12 มิลลิเมตร และอาจจะมีฟินสลับด้านหน้าและหล้งคอยล์เย็นไม่เท่ากัน เช่น 8 – 16 มิลลิเมตร  โดยระยะฟินต่างกัน การนำไปใช้แต่ละห้องเย็นก็แตกต่างกัน ในบทความนี้จะไม่ได้กล่าวถึง Coil Pattern ที่มีผลกับการเกิดน้ำแข็งและความดันตกคร่อมในคอยล์ Pressure Drop ด้วย แต่เราจะพิจารณาเฉพาะความห่างของฟิน  ซึ่งด้านล่างจะเป็นการแนะนำระยะห่างฟินโดยเปรียบเทียบอุณหภูมิการใช้งานกับมาตราฐาน Eurovent เพราะเป็นอุณหภูมิห้องที่มีการใช้งานจริงทั่วไปอยู่แล้ว

 

                                                                                          

มาตรฐานของ Eurovent ในการอ้างอิง Cooling Capacity

มาตรฐานของ Eurovent ในการอ้างอิง Cooling Capacity

 

แนะนำความห่างของฟินกับอุณหภูมิห้อง

 

ทำไมเราถึงต้องเลือกความห่างฟินให้เหมาะสม  ยกตัวอย่างห้องเย็นเก็บอาหารแช่แข็ง -25 องศาเซลเซียส ถ้าเราเลือกระยะห่างฟิน 6 มิลลิเมตร กับ 10 มิลลิเมตร แน่นอนว่า ระยะห่างฟิน 6 มิลลิเมตร เกิดน้ำแข็งตันคอยล์เย็นเร็วกว่า 10 มิลลิเมตร  ทำให้ดีฟรอสน้ำแข็งในคอยล์เย็นบ่อย  ซึ่งไม่ส่งผลดีกับอุณหภูมิห้องด้วย เพราะหมดเวลาไปกับการดีฟรอสและมีโหลดความร้อน Heat Load จากฮีตเตอร์ละลายน้ำแข็งด้วย  หรือจะใช้ฟิน 10 มิลลิเมตรกับห้องโหลดดิ้งสินค้า Loading Room อุณหภูมิห้อง 10 องศาเซลเซียส ก็อาจจะได้คอยล์เย็นที่ราคาแพง  ดังนั้นการเลือกระยะห่างฟินจึงมีความสำคัญกับหลายเรื่อง ทั้งการใช้งาน ค่าไฟฟ้า ต้นทุน ผู้ออกแบบหรือเจ้าของควรมีความรู้ความเข้าใจจริง